oHLa’s Journal :: Wedding Diary 1 เมื่อรู้ว่าจะต้องจัดงานแต่งงานในอีก 6 เดือนข้างหน้า

ปกติเก๋จะไม่ค่อยเขียนเรื่องราวส่วนตัวแนวไดอารี่ลงบล็อกสักเท่าไหร่

ครั้งนี้เป็นเรื่องราวสำคัญเรื่องหนึ่งในชีวิตก็ขอหยิบมาเขียนเก็บไว้สักหน่อย

9th Anniversary Relationship Ring

9th Anniversary Relationship Ring

ไม่น่าเชื่อว่าช่วงเวลาแห่งความสัมพันธ์ของเราสองคนมาถึงปีที่ 16 ปีแล้ว

16 ปีที่ผ่านมา ทุกความรู้สึก ทั้งที่ดีและไม่ดีเราก็ผ่านมาด้วยกันจนถึงวันนี้

วันที่เราพร้อมจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน สุขและทุกข์ไปด้วยกันในช่วงเวลาที่ยังคงเหลืออยู่ของชีวิต

 –

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาก็มีวางแผนไว้คร่าวๆว่าคงแต่งงานช่วงปีสองปีนี้แน่ๆแต่เชื่อไม๊ว่าเราทั้งคู่แทบจะไม่ได้มีการวาดภาพมาก่อนว่าอยากจัดงานแบบไหนจะเชิญแขกเท่าไหร่ ไหนจะชุดแต่งงาน อาหาร และอื่นๆอีกสารพัดในขณะที่เพื่อนๆรอบข้างหลายคนมีภาพความฝันของงานแต่งงานของตัวเองไว้ตั้งแต่สมัยเด็ก ความคิดลึกๆที่คิดมาตลอดก็มีแค่ว่าอยากเชิญเพื่อนที่สนิทจริงๆและแขกที่เรารู้จักมักคุ้นจริงๆมาร่วมงานเป็นงานเล็กๆที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของคนที่เรารักและคนที่รักเราเท่านั้นก็พอแล้ว

 –

ปฏิกิริยาต่างๆที่ได้รับหลังจากป่าวประกาศว่า “แต่งปีนี้แน่นอน”

แก๊งค์เพื่อนสาวสมัยป.ตรี กรี๊ดกร๊าด ดีใจประหนึ่งเป็นงานแต่งของพวกนางเสียเอง

เพื่อนสาวคนหนึ่งพูดกับเราว่า “ชั้นนึกว่าแกจะไม่แต่งงานซะแล้ว เห็นใช้ชีวิตชิลล์มาก”

น้องสาวสุดที่รักรบเร้าให้เล่าชอตที่ถูกขอแต่งงานพร้อมกับบอกว่าจะไปยืนถือสร้อยกั้นหน้าประตู

เม้าท์มอยรื่นเริงกับสาวๆได้สักพักก็เริ่มนึกขึ้นมาได้ว่าต้องเริ่มเตรียมตัวแล้ว

เรามีเวลาเหลือให้เตรียมงานและความพร้อมทั้งหมดเพียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น กับหลายสิ่งที่ต้องคิดและจัดการ

ทั้งเรื่องพิธีต่างๆ สถานที่จัดงาน รูปแบบงาน จำนวนแขก อาหาร การ์ดเชิญ ของชำร่วย ช่างภาพ ช่างแต่งหน้า-ทำผม วงดนตรี ฯลฯ

6 เดือน .. ดูเหมือนว่าจะนาน

แต่เพื่อนๆผู้มีประสบการณ์มาก่อนหน้านี้บอกแกมเตือนว่า อย่าชะล่าใจ 6 เดือนนี่แค่หลับตาเท่านั้น ทุกๆวันจะต้องเตรียมทำการบ้านให้พร้อมที่สุด

 

เริ่มเตรียมตัว

หลังจากตั้งงบประมาณในการจัดงานเรียบร้อยแล้ว สิ่งแรกที่เริ่มต้นทำคือ โทรจอง makeup artist สำหรับแต่งหน้าวันงานด้วยความรวดเร็ว เป็นคนหนึ่งที่สำคัญมากๆสำหรับงานแต่งงาน เพราะคนๆนี้สามารถเนรมิตความสวยให้เราเพียงปลายแปรง สำหรับสาวๆที่วางแผนจะแต่งงานควรศึกษาสไตล์ และผลงานการแต่งหน้าของช่างแต่งหน้าหรือ makeup artist แต่ละคนไว้แต่เนิ่นๆ คอยติดตามดูผลงานเรื่อยๆว่าช่างคนนี้ถนัดและชำราญการแต่งหน้าแนวไหน บางคนอาจจะถนัดการแต่งหน้าแบบเน้นสีสันที่ตาเข้มๆ บางคนเน้นการปรับโครงหน้า บางคนถนัดงานผิว ฯลฯ แนะนำว่าให้เลือกตามสไตล์ที่เป็นตัวเรา และตามที่เราชอบจริงๆ ซึ่งสำหรับเก๋แล้วถือว่า โชคดีมากๆที่ได้เห็นผลงานของหลายๆคน ได้เคยลองแต่งหน้ากับตัวแม่มาบ้างพอสมควรก็พอจะจับทิศทางได้ว่าแบบไหนที่เราชอบ แบบไหนที่ใช่เรา และแบบไหนที่เราอยากให้เป็น และโชคดีอีกชั้นตรงที่พี่เค้ายังมีคิวว่างอยู่ เย้!

ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ช่างภาพ คำแนะนำก็เหมือนกับช่างแต่งหน้าเลยค่ะ ต้องศึกษาผลงานของแต่ละคนก่อน ว่าใช่ไม๊? ชอบไม๊? ดีหน่อยว่าเดี๋ยวนี้ช่างภาพส่วนมากมี portfolio โชว์บน IG FB หรือเวปไซต์ของตัวเอง เพราะฉะนั้นถึงไม่ได้อยู่ในวงการก็สามารถเข้าไปดูและศึกษาสไตล์ของแต่ละคนได้ง่ายขึ้น เมื่อรู้แล้วว่าชอบแนวทางการถ่ายภาพของช่างคนไหนให้ลิสต์ลำดับตามความชอบ 1, 2, 3, 4 … แล้วเริ่มโทรตามลำดับที่ลิสต์ไว้ได้เลย เพราะทั้งช่างแต่งหน้า-ทำผม รวมไปถึงช่างถ่ายภาพนี่คิวทองพอๆกัน บางคนถูกจองคิวกันข้ามปีก็มี ฉะนั้นตัดสินใจแล้วรีบจองนะคะ

ต่อมาก็เริ่มหาข้อมูลเรื่องสถานที่จัดงานแต่งงาน และจำนวนแขก เก๋เคยมีความตั้งใจว่าจะจัดงานเล็กๆ แต่ ณ ตอนนี้ด้วยเหตุหลายๆอย่างชักทำให้เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าจะเป็นงานเล็กๆ จำนวนญาติๆและแขกผู้ใหญ่คนสำคัญๆที่ต้องเชิญจากที่นับเล่นๆแค่ 50 คน ณ ตอนนี้เมื่อเริ่มตั้งใจลิสต์แบบจริงจังตัวเลขวิ่งไปที่หลักร้อยซะแล้ว

 

.. บล็อกหน้าจะมาเล่าเขียนเล่าเรื่องสถานที่กันต่อค่ะ

176 days to go

 

Advertisements