oHLa’s Journal :: Wedding Diary 5 การ์ดแต่งงานและของชำร่วย

มาต่อกันที่ Wedding Diary ตอนที่ 5 กันเลย ในตอนนี้ขอหยิบเอาเรื่องการ์ดเชิญและของชำร่วยมาลงรายละเอียดให้อ่านกันนะคะ

oHLa's Journal :: Wedding Diary 5

เรื่องของการ์ดเชิญ

ยุคสมัยนี้การทำการ์ดเชิญไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เมื่อก่อนเราอาจจะต้องพึ่งพาโรงพิมพ์และร้านทำการ์ดโดยเฉพาะเท่านั้น แต่ปัจจุบันการ์ดเชิญนั้นมีให้เลือกได้หลากหลายมากขึ้น และไม่ได้ถูกยึดติดว่าจะต้องมาในรูปแบบการ์ดที่จับต้องได้ ในเมื่อทุกคนสามารถติดต่อผ่านช่องทางการสื่อสารแบบดิจิตัลไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟน ฉะนั้นการส่งคำเชิญในรูปแบบไฟล์ภาพในลักษณะของ eCard ก็ทำได้ง่ายและว่องไวกว่าด้วย

oHLa's Journal :: Wedding Diary 5

ซึ่งตรงนี้ถ้าใครพอจะมีความรู้เรื่องการใช้โปรแกรมกราฟฟิคต่างๆ โปรแกรมสำเร็จรูปบนเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่แบบการ์ดสำเร็จรูปบนเวปไซต์นั้นก็สามารถออกแบบการ์ดได้ด้วยตัวเองแล้วส่งให้แขกผ่านทาง email, mms, line, … หรืออื่นๆได้เลย หรือจะก็พิมพ์ผ่าน printer ที่บ้านด้วยตัวเองก็ทำได้ง่ายๆ สำหรับแขกผู้ใหญ่หรือแขกที่ต้องเชิญอย่างเป็นทางการนั้นเก๋ก็ยังแนะนำว่าการ์ใช้การ์ดเชิญแบบดั้งเดิมนั้นยังคงเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด

oHLa's Journal :: Wedding Diary 5

สิ่งที่ควรจะต้องคำนึงถึงคือการส่งการ์ดเชิญนั้นจะส่งให้แขกก่อนวันงานนานแค่ไหน? 1 เดือน? หรือมากกว่านั้น?

oHLa’s tips

ในมุมมองของเก๋นั้น เราควรเริ่มเตรียมการ์ดล่วงหน้าสัก 3-4 เดือน ใช้เวลาในการตรวจ proof และแก้ไขแบบ/ข้อมูลต่างๆให้เรียบร้อยและสั่งพิมพ์ให้เสร็จล่วงหน้า 2 เดือนก่อนวันงาน จัดส่งการ์ดและเริ่มเชิญแขกก่อนวันงานสัก 1-2 เดือน สำหรับในบางกรณีอย่างเช่นแขกผู้ใหญ่ ญาติ หรือเพื่อนที่อยู่ในต่างประเทศ เราควรจะแจ้งให้เขาทราบอย่างน้อย 4-6 เดือนล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวเคลียร์ตารางงานและจองตั๋วเครื่องบินและที่พักให้พร้อม … นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมถึงแนะนำไว้ใน wedding diary ตอนก่อนๆว่าควรทำลิสต์รายชื่อแขกที่จะเชิญใส่เป็นไฟล์ excel ไว้ เพราะในขั้นตอนต่อๆไปจะทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น

สำหรับการ์ดเชิญนั้นเก๋สั่งจากร้าน Manita ซึ่งก็ตรวจ proof และปรับแก้อยู่ 3 รอบ ใช้เวลาทั้งหมดรวม 3 สัปดาห์ สีที่ออกมามีเพี้ยนเล็กน้อยแต่ถือว่ารับได้ค่ะ

นอกจากการ์ดเชิญแล้วสิ่งอื่นที่เราควรคำนึงถึงก็คือแผนที่สำหรับบอกพิกัดและเส้นทางมาสถานที่จัดงาน อย่าทึกทักเอาเองว่าแขกทุกคนจะรู้พิกัดที่ตั้งของสถานที่จัดงาน ซึ่งส่วนนี้อาจจะลองสอบถามจากโรงแรมหรือสถานที่จัดงานดูก่อนว่าเค้ามีแผนที่หรือไม่? (จะเป็นแบบการ์ดที่พิมพ์สำเร็จบนกระดาษแล้ว หรือจะเป็นแบบไฟล์ภาพก็สามารถนำมาเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม)

แต่ในกรณีที่ไม่มีแผนที่สำเร็จ อาจจะลองตั้งพิกัด google map แล้ว caption หน้าจอเฉพาะส่วนออกมาเพื่อสั่งพิมพ์ หรือส่งต่อเป็น link ให้กับแขกที่เชิญก็ดีนะคะ เผื่อว่าแขกหลงทางก็จะได้เปิดแผนที่ผ่าน smartphone แล้วขับตามเส้นทางมางานได้ง่ายขึ้นด้วย หากสถานที่จัดงานนั้นไปยาก หรือต้องผ่านตรอกซอกซอยเยอะ ขอแนะนำว่าให้เขียนระบุรายละเอียดของพิกัดให้ชัดเจน และควรใส่เบอร์โทรฯของ reception ของโรงแรม หรือใส่เบอร์โทรฯของคนที่จะมาเป็นแม่งานหรือ contact person ที่ดูแลแขกโดยตรงไว้ด้วย เผื่อมีใครหลงทาง

 

 

oHLa's Journal :: Wedding Diary 5

อย่างการ์ดเชิญที่เก๋ส่งให้กับแขกก็จะมีทั้งตัวการ์ด แผนที่ รวมไปถึงบัตรสำหรับทำทรีทเมนต์เตรียมตัวสวยก่อนมางานด้วย

ก็เป็น gimmick เล็กๆที่เห็นว่าน่ารักดี แล้วอีกอย่างด้วยความที่ทำ blog เกี่ยวกับความงามมานานก็เลยอยากให้ทุกๆคนได้สวยไปด้วยกัน

ยังไงก็ต้องขอบคุณทาง Clarins Thailand, Elizabeth Arden Thailand และ Jurlique Thailand มา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ ^^

ของชำร่วยสำหรับแจกแขกภายในงาน

อันนี้แล้วแต่ความชอบ รวมถึงคิดสร้างสรรค์ของบ่าว-สาวและทีมงานฯเป็นหลักเลยค่ะ

แนะนำให้เลือกของชำร่วยที่เป็นประโยชน์ต่อผู้รับ ไม่แตกหักง่าย แพคเกจที่ใส่นั้นสามารถถือ หรือพกกลับบ้านได้สะดวกด้วย

oHLa's Journal :: Wedding Diary 5

สิ่งสำคัญ 2 อย่างที่ควรนำมาเป็นหลักในการเลือกของชำร่วยนอกเหนือจากที่เขียนไว้ข้างต้น ก็คือ จำนวนแขกที่คาดว่าน่าจะมาร่วมงาน และงบประมาณทั้งก้อนที่เราเตรียมไว้สำหรับของชำร่วยโดยเฉพาะ แน่นอนว่าเมื่อเราเชิญแขกจำนวน 100 คน ไม่ได้หมายความว่าแขกจะมาครบทั้ง 100 คน โดยมากแล้วถ้าเราเชิญแขกแบบเลือกสรรเฉพาะที่สนิทจริงๆ กว่า 80% ของคนที่เราเชิญจะมาร่วมงาน แต่หากเราแจกการ์ดเชิญแบบหว่านนั้น % ของแขกที่มาร่วมงานได้ก็อาจจะลดลงไปเป็น 60-70% เมื่อเราพอจะประเมินสัดส่วนของจำนวนแขกที่คาดว่าจะมาร่วมงานได้แล้วก็จะทำให้สามารถคำนวนได้ว่าเราจะต้องสั่งของชำร่วยจำนวนเท่าไหร่

อีกทางเลือกนึงในการเช็คจำนวนแขกที่จะมาร่วมงาน (ถ้าสะดวกที่จะทำ) คือ เราอาจจะแนบ postcard, เบอร์โทร หรือ email ไปพร้อมกับการ์ดเชิญเพื่อให้แขกตอบกลับ (RSVP) จะได้เช็คจำนวนแขกที่จะมาร่วมงานก็ได้เช่นกัน

*RSVP คืออะไร? 
RSVP เป็นอักษรย่อที่มาจากคำภาษาฝรั่งเศสว่า Répondez s'il vous plaît 
หรือเทียบเป็นคำภาษาอังกฤษง่ายๆก็คือ Reply Please (กรุณาตอบกลับ)นั่นเอง

 –

oHLa's Journal :: Wedding Diary 5

oHLa’s tips

ส่วนตัวแล้วตอนแรกอยากสั่งน้ำผึ้งใส่โหลเซรามิกสวยๆแจก เพราะน้ำผึ้งนั้นแทนความหอมหวานและสื่อได้ถึงความรัก ที่สำคัญในน้ำผึ้งนั้นมีสารอาหารหลากหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย สามารถทานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ปรากฏว่าตัวเองมัวแต่ยุ่งๆกับเรื่องงานจนสั่งน้ำผึ้งได้ไม่ทัน สุดท้ายก็เลยมาสั่งทำสบู่จากร้าน THU THU ขึ้นรูปเป็น macaron น่ารักๆแทน ซึ่งก็ถือว่าโอเคเพราะคนรับก็สามารถเอาไว้ใช้อาบน้ำหรือล้างมือได้

อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรประมาท คือ ควรเขียนระบุวิธีใช้ (instructions of use) ที่ข้างแพคเกจด้วย เพราะอย่างกรณีของเก๋นั้นด้วยความที่ทำสบู่เลียนแบบรูปร่างของขนมและมีการใส่กลิ่นคล้ายขนมก็จะมี sticker เล็กๆติดด้านข้างกล่องว่าเป็นสบู่ ห้ามรับประทาน ป้องกันไว้ผู้ใหญ่จะได้คอยระวังไม่ให้เด็กๆหยิบเข้าปาก

นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึง คือ  sticker หรือ tag สำหรับติดที่แพคเกจของชำร่วยนั้นๆ เวลาที่สั่งทำของชำร่วยนั้นเงื่อนไขและแพคเกจของแต่ละร้านจะแตกต่างกัน บางที่จะคำนวนราคามาพร้อมกับการทำ บางที่ก็ไม่ได้ทำ sticker/tag ไว้ให้เราก็ต้องเตรียมมาเอง ตรงนี้อาจจะลองดูว่าร้านที่เราสั่งพิมพ์การ์ดนั้นเค้ามีบริการรับพิมพ์ sticker/tag รึเปล่า? บางที่อาจจะทำโปรโมชั่นแถมมาเวลาเราสั่งพิมพ์การ์ดด้วย

ระยะเวลาที่ควรเผื่อไว้สั่งทำของชำร่วยควรมีอย่างน้อยประมาณ 1.5-2 เดือนก่อนงานนะคะ ถ้ามีเวลาน้อยกว่านั้นอาจจะต้องไปซื้อของชำร่วยแบบสำเร็จรูปแทนค่ะ

– ก็หวังว่าเนื้อหาใน blog จะช่วยให้ idea และเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆนะคะ –

Advertisements