Office Syndrome โรคยุคใหม่ที่หลายๆคนต้องเผชิญ

ในบล็อกนี้เก๋หยิบเอาข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลตัวเองจาก office syndrome จากแผ่นพับมาพิมพ์ลงบล็อกให้เพื่อนๆได้อ่านกัน

เชื่อว่าหลายคนอาจจะกำลังประสบปัญหาเดียวกันนี้เหมือนกับเก๋

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆนะคะ 🙂

—————————

–

–

Office Syndrome ดูแลอย่างตรงจุดได้ด้วยตัวคุณเอง

60-70% ของกลุ่มคนในวัยทำงาน ประสบปัญหานี้ ซึ่งส่งผลสำคัญต่อสุขภาพ ประสิทธิภาพในการทำงาน ค่ารักษาพยาบาล คุณภาพชีวิตและความก้าวหน้าของบุคลากรเอง

สาเหตุของ Office Syndrome นั้นเกิดขึ้นจากการนั่งทำงานในท่าที่ไม่เป็นธรรมชาติ มีการจัดโต๊ะทำงานและเก้าอี้นั่งอย่างไม่เหมาะสม การอยู่ในท่าเดียวนานๆ โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ หรือใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน โน้ตบุ๊ค แท็บเล็ต หลายชั่วโมงติดต่อกัน เป็นการใช้กล้ามเนื้อมัดเดียวต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นหดตัว ขมวดกัน เมื่อไม่ได้พักหรือออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อยืดตัว และยังใช้งานต่อในท่าเดิมๆ กล้ามเนื้อยิ่งหดเข้าไปจนเกิดเป็นก้อนแข็ง ไม่มีความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นการบาดเจ็บ และอักเสบของกล้ามเนื้อชนิดหนึ่งที่ไม่ควรละเลย

–

back pain

–

อาการของ Office Syndrome

  • เมื่อยคอ บ่า และไหล่
  • ตาพร่ามัว หรือแสบตา
  • ปวดหลัง ปวดแขน
  • แขน หรือขาอ่อนแรง
  • ตึงหรือขยับแขนและไหล่ได้น้อยลง
  • ขาบวมจากการนั่งนาน
  • ตะคริว
  • ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ
  • อาการด้านทางเดินอาหาร
  • ปวดท้องเนื่องจากความเครียด
–
ป้องกันการเกิด office syndrome ง่ายๆด้วยตัวเอง
–
  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ในที่ทำงานดังต่อไปนี้ มีความสำคัญมากในการป้องกันและบรรเทาอาการ office syndrome ที่สาเหตุ
  • ทุก 1-2 ช.ม. ควรพักจากการทำงาน 2-3 นาที
  • ทำงานผสมหรือสลับ เช่น งานหน้าจอ งานจัดเอกสาร หรือ อื่นๆร่วมกัน
  • เหยียดกล้ามเนื้อในระหว่างวัน เช่น ก่อนเลิกงาน วิธีง่ายๆ ก็ คือการบีบนวดต้นคอ ยืดกล้ามเนื้อคอ หรือเอียงซ้าย-ขวา ก้มและเงยหน้า ฯลฯ แต่ละท่าควรทำค้างไว้สัก 10 วินาที เพื่อให้กล้ามเนื้อ หรือเส้นเอ็นยืดตัวได้
  • ควรนั่งเก้าอี้ให้เต็มเก้าอี้ ซึ่งสาวออฟฟิศส่วนใหญ่ชอบนั่งแค่ครึ่งหรือปลายเก้าอี้ใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม อย่า กำ เกร็ง อุปกรณ์ต่างๆ
  • ฝึกการใช้งาน การพิมพ์ให้คล่อง ฝึกการใช้แป้นลัดในการเข้าถึงคำสั่ง
–
–
credit: weizmann.ac.il

credit: weizmann.ac.il

นอกจากนี้การจัดที่นั่งที่ดีจะช่วยป้องกันและบรรเทาอาการต่างๆได้มาก โดยจุดหลักของการจัดท่านั่งในการทำงานที่เหมาะสมคือ ต้องปรับระดับจอคอมพิวเตอร์ให้ขอบตามองแล้วได้ระดับเดียวกับขอบบนของจอคอมพิวเตอร์ รวมถึงต้องมีที่รองรับแขนซึ่งจะเป็นการช่วยไปถึงไหล่ และต้องมีที่รองรับเท้าด้วย
–
–
–
การรักษาโรค office syndrome
1. รักษาด้วยวิธีทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู และการทำกายภาพบำบัดเพื่อยืดกล้ามเนื้อ และปรับอิริยาบถให้ถูกต้อง
2. การรักษาด้วยศาตร์ทางเลือกอื่น เช่น การฝังเข็ม และ การนวดแผนไทย
3. การรักษาด้วยยา
–
การรักษาด้วยยา แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ ยารับประทาน และยาทาเฉพาะที่
–
–ยารับประทาน
โดยทั่วไปจะใช้เมื่อมีอาการปวด หรืออักเสบมาก หรือในกรณีที่อาการที่เกิดขึ้นรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันและคุณภาพชีวิต ผู้มีอาการควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานยา เพื่อเลือกยาที่เหมาะสมกับสาเหตุและอาการของตนเอง
–
ยารับประทานที่ใช้บ่อย มี 4 กลุ่ม คือ
  • ยาแก้ปวดและต้านการอักเสบ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน
  • ยาคลายกล้ามเนื้อ (muscle relaxants)
  • ยาแก้ปวดที่ไม่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ เช่น พาราเซตามอล
  • ยาคลายกังวล
–
ยาทาเฉพาะที่
มีหลากหลายรูปแบบ เช่น ครีม เจล น้ำมัน ซึ่งมีส่วนผสมและการออกฤทธิ์ต่างๆกันดังนี้
  • ยาทาที่ลดการระคายเคือง (Counter-Irritant)

ทำให้เกิดความรู้สึกร้อน หรือเย็นเพื่อบรรเทาอาการปวด มักมีส่วนผสมของแคปไซซิน(พริก) และ เมนทอล เป็นต้น แต่หากการปวดนั้นมีการอักเสบด้วย การใช้ยาทาเฉพาะที่ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบจะช่วยบรรเทาอาการฯได้ดีกว่า

  • ยาทาบรรเทาอาการปวด และอักเสบที่กล้ามเนื้อ (Topical NSAIDs)

มีส่วนผสมของยาแก้ปวดและต้านการอักเสลบ เช่น ไอบูโพรเฟน ซึ่งสามารถใช้ได้กับทั้งอาการปวดแบบเฉียบพลัน และเรื้อรัง

–
อย่างไรก็ตามควรระลึกไว้เสมอว่า การรักษาด้วยวิธีต่างๆเหล่านี้จำเป็นต้องทำร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และอิริยาบถในการทำงานให้ถูกต้อง เช่นเดียวกับการป้องกันการเกิดอาการ รวมถึงการพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้อาการของ office syndrome มาคุกคามคุณภาพชีวิต และประสิทธิภาพในการทำงานอย่างถาวร
–
–
–
credit
บทความโดย ผศ.นพ. วิศาล คันธารัตนกุล ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ร.พ. สมิติเวช ศรีนครินทร์
จัดทำและเผยแพร่เอกสารโดย Reckitt Benckiser (Thailand) Ltd.